ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมทุ่งนาสีเขียว มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ก้อง” อายุสิบขวบ หน้าตาน่ารัก ปากเก่ง และชอบเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่นมากกว่าอะไรทั้งนั้น

แต่วิธีที่ก้องชอบใช้มากที่สุดคือ การแกล้งทำ
หน้าที่ของก้องทุกวันคือต้อนควายไปกินหญ้าที่ทุ่งนาชายป่า ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร ก้องนั่งอยู่คนเดียวใต้ต้นมะขามใหญ่ มองทุ่งกว้างอย่างเบื่อหน่าย
“น่าเบื่อจริงๆ ไม่มีอะไรสนุกเลย” ก้องบ่นกับตัวเอง

แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า… ถ้าร้องขอความช่วยเหลือ คนในหมู่บ้านก็จะวิ่งมาหา และนั่นก็น่าสนุกดีไม่น้อย
ก้องสูดหายใจเข้าเต็มปอด แล้วตะโกนสุดเสียงว่า
“เสือ! เสือมากินควายแล้ว ช่วยด้วยยยย!”

ไม่นานชาวบ้านก็วิ่งกรูกันออกมา มือถือไม้ มือถือจอบ มีทั้งลุงสมาน ป้าแดง และพ่อค้าขายข้าวที่ทิ้งร้านวิ่งมาด้วยความเป็นห่วง

พอเห็นหน้าคนมากมาย ก้องก็หัวเราะลั่น
“ไม่มีเสือหรอกครับ แค่แกล้งเล่นเฉยๆ!”
ชาวบ้านหน้าถมึงทึง บางคนส่ายหัว บางคนบ่น แต่ก็เดินกลับโดยไม่พูดอะไรมาก

สองวันต่อมา ก้องเบื่ออีกแล้ว จึงตะโกนอีกครั้ง
“เสือ! เสือตัวใหญ่มากครับ ช่วยด้วย!”
คราวนี้คนวิ่งมาน้อยกว่าเดิม แต่ก็ยังมี ลุงสมานวิ่งมาหอบแฮ่กๆ ป้าแดงถือไม้ค้อนมาด้วยความเป็นห่วง
เห็นหน้าก้องยืนยิ้มอยู่คนเดียว ลุงสมานถามเสียงหนักว่า “มีเสือจริงไหมก้อง?”
“ไม่มีครับลุง แค่อยากให้ลุงมาเป็นเพื่อนเฉยๆ” ก้องตอบอย่างไม่รู้สึกผิด
ลุงสมานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเบาๆ ว่า “ก้อง… ลุงอยากบอกว่าถ้าโกหกบ่อยๆ วันที่พูดความจริงจะไม่มีใครเชื่อ”

ก้องได้ยินแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ แค่ยักไหล่แล้วหันไปมองทุ่ง
วันที่สามหลังจากนั้น ก้องนั่งอยู่ใต้ต้นมะขามตามเคย ควายกินหญ้าอยู่ไม่ไกล แสงบ่ายร้อนระอุ ก้องเริ่มง่วง…
แล้วก็ได้ยินเสียง
เสียงกิ่งไม้หักที่ชายป่า ตามมาด้วยเสียงครางต่ำๆ
ก้องลืมตาขึ้นมองและสะดุ้งจนเกือบล้ม
ริมชายป่า มี เสือโคร่งตัวใหญ่ ยืนอยู่จริงๆ ขนสีเหลืองส้มลายดำเด่นชัด ดวงตาสีเหลืองมองมาที่ฝูงควายอย่างไม่กะพริบ

ก้องกลืนน้ำลายแล้วตะโกนออกไปด้วยเสียงสั่น
“เสือ! เสือมาจริงๆ ครับ! ช่วยด้วยยย!”
แต่ครั้งนี้… เงียบ
ก้องตะโกนอีกครั้ง เสียงดังกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่มีใครวิ่งออกมา

ในหมู่บ้าน ลุงสมานได้ยินเสียงแล้วพูดกับเพื่อนบ้านว่า “ก้องอีกแล้ว แกล้งเล่นเหมือนเคย ไม่ต้องไปหรอก”
ป้าแดงพยักหน้าเห็นด้วย “คราวก่อนก็แกล้ง คราวนี้ก็คงเหมือนกัน”
ที่ทุ่งนา ก้องนั่งสั่นอยู่หลังต้นมะขาม มองเสือที่ค่อยๆ ย่างเท้าเข้ามาใกล้ฝูงควาย ก้องร้องไห้โฮขึ้นมาลั่นทุ่ง
โชคดีที่เสียงร้องไห้นั้นดังพอที่ พ่อของก้อง ซึ่งกำลังไถนาอยู่แปลงใกล้ๆ จะได้ยิน พ่อวิ่งมาพร้อมตะโกนไล่เสือ เสือตกใจจึงหนีกลับเข้าป่าไป
ก้องวิ่งเข้ากอดพ่อสั่นเทิ้มอยู่นาน

ตกเย็น พ่อพาก้องกลับบ้าน ไม่ได้ดุ ไม่ได้ตี เพียงแต่นั่งลงข้างๆ แล้วถามเบาๆ ว่า
“วันนี้เรียนรู้อะไรบ้างลูก?”
ก้องก้มมองพื้น น้ำตายังคาอยู่ที่หาง แล้วก็พูดออกมาเองว่า
“หนูเสียใจมากพ่อ ที่ผ่านมาหนูโกหกเล่น จนวันที่พูดความจริง… ไม่มีใครเชื่อแล้ว”
พ่อวางมือบนไหล่ก้องเบาๆ
“ความไว้วางใจเหมือนแก้วน้ำลูก ทำหล่นแตกได้ง่าย แต่จะประกอบให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นยากมาก ยิ่งแตกบ่อย ก็ยิ่งเก็บเศษแก้วไม่ครบ”
ก้องนั่งฟังโดยไม่พูดอะไร แต่จำทุกคำไว้ในใจ
วันรุ่งขึ้น ก้องเดินไปขอโทษลุงสมานและป้าแดง และชาวบ้านทุกคนที่เคยวิ่งมาเพราะเรื่องโกหกของตน

ไม่มีใครให้อภัยในทันที บางคนพยักหน้า บางคนแค่เงียบ
แต่ก้องรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่ยุติธรรม
เพราะความไว้วางใจไม่ได้คืนมาด้วยคำพูด แต่ต้องคืนมาทีละวัน ด้วยการกระทำที่ตรงไปตรงมา
และนับจากวันนั้น ทุกคำที่ออกจากปากของก้อง ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น 🌾
ข้อคิดนิทานสอนให้รู้ว่า : คำโกหกทำลายความไว้วางใจได้ในพริบตา แต่การสร้างมันขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก
🔗 แนะนำบทความอื่น
นิทานสั้นๆก่อนนอน เรื่องลิงผู้ทรนง
นิทานก่อนนอน เรื่องเจ้าชายแห่งสระน้ำ
นิทานพร้อมข้อคิด เรื่อง เมล็ดพันธุ์แห่งความกล้า

