ค่าการศึกษาในไทยสูงขึ้นทุกปี และถ้ารอจนลูกใกล้เข้ามหาวิทยาลัยแล้วค่อยเริ่มออม แทบไม่มีทางเก็บได้ทัน บทความนี้จะช่วยให้รู้ว่าควรเริ่มเมื่อไหร่ เริ่มเท่าไหร่ และเลือกวิธีออมแบบไหนให้เหมาะกับครอบครัว
ทำไมต้องเริ่มออมเร็ว?

พลังของดอกเบี้ยทบต้นคือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ
| เริ่มออมตอน | ออมต่อเดือน | ระยะเวลา | เงินที่ได้เมื่อลูกอายุ 18 ปี (ผลตอบแทน 5%/ปี) |
| ลูกแรกเกิด | 3,000 บาท | 18 ปี | ~1,030,000 บาท |
| ลูกอายุ 6 ปี | 3,000 บาท | 12 ปี | ~620,000 บาท |
| ลูกอายุ 12 ปี | 3,000 บาท | 6 ปี | ~255,000 บาท |
เงินออมเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันถึง 4 เท่า เพียงเพราะเริ่มเร็วกว่า 12 ปี
ควรเริ่มออมตอนไหน?
คำตอบตรงคือ เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ อุดมคติคือเริ่มตั้งแต่ลูกแรกเกิด แต่ถ้าเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนลูก 5 ขวบหรือ 10 ขวบ ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะการไม่เริ่มเลยคือสิ่งที่แย่ที่สุด
ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นคือ ตั้งแต่ก่อนลูกเกิด เพราะมีเวลาให้เงินเติบโตนานถึง 18 ปีก่อนที่ลูกจะเข้ามหาวิทยาลัย
ควรตั้งเป้าเก็บเท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนให้ลูกเรียนที่ไหน
| ระดับการศึกษา | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
| มหาวิทยาลัยรัฐบาล | 200,000–400,000 บาท (4 ปี) |
| มหาวิทยาลัยเอกชน | 400,000–800,000 บาท (4 ปี) |
| มหาวิทยาลัยนานาชาติในไทย | 1,500,000–3,000,000 บาท (4 ปี) |
| เรียนต่างประเทศ | 3,000,000–8,000,000 บาท (4 ปี) |
ยังไม่รวมค่าเรียนพิเศษ ค่าหอพัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และค่าอุปกรณ์การเรียนตลอดช่วงก่อนมหาวิทยาลัย
วิธีออมเงินเพื่อการศึกษาลูก เปรียบเทียบทางเลือก

1. บัญชีออมทรัพย์เด็ก
วิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด ธนาคารหลายแห่งในไทยมีบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็กที่ให้ดอกเบี้ยพิเศษสูงกว่าบัญชีทั่วไป เหมาะสำหรับเงินส่วนที่ต้องการความมั่นคงและสภาพคล่อง
ข้อดี: ปลอดภัย ถอนได้ทุกเมื่อ ไม่มีความเสี่ยง ข้อเสีย: ผลตอบแทนต่ำ มักแพ้เงินเฟ้อในระยะยาว
2. กองทุนรวม
เหมาะสำหรับการออมระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากมาก แต่มีความเสี่ยงตามประเภทกองทุน
- กองทุนตลาดเงิน — ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝาก เหมาะสำหรับระยะสั้น
- กองทุนผสม — ความเสี่ยงปานกลาง เหมาะสำหรับระยะกลาง 5–10 ปี
- กองทุนหุ้น — ความเสี่ยงสูงกว่า แต่ผลตอบแทนดีกว่าในระยะยาว เหมาะสำหรับลูกที่ยังเล็กมากและมีเวลามากกว่า 10 ปี
ข้อดี: ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากในระยะยาว ลงทุนได้ตั้งแต่ 500 บาท ข้อเสีย: มีความเสี่ยง มูลค่าอาจขึ้นลงในระยะสั้น
3. ประกันชีวิตสะสมทรัพย์
บางครอบครัวใช้ประกันสะสมทรัพย์เป็นเครื่องมือออมเงินให้ลูก ได้รับเงินคืนตามกำหนดและมีความคุ้มครองประกันชีวิตรวมอยู่ด้วย
ข้อดี: วินัยสูง ได้รับเงินตามเวลาที่กำหนด มีความคุ้มครอง ข้อเสีย: ผลตอบแทนต่ำกว่ากองทุนรวม ถ้าเลิกกลางคันอาจขาดทุน
กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับพ่อแม่ไทย
ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีเดียว การผสมกันให้เหมาะกับจุดประสงค์คือวิธีที่ดีที่สุด
สำหรับลูกอายุ 0–8 ปี (มีเวลามากกว่า 10 ปี) เน้นกองทุนหุ้นหรือกองทุนผสมเป็นหลัก เพราะมีเวลาพอที่จะรับความเสี่ยงและรอให้เงินเติบโต
สำหรับลูกอายุ 9–14 ปี (มีเวลา 4–9 ปี) ค่อยๆ ปรับพอร์ตมาเน้นกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้มากขึ้น ลดความเสี่ยงลง
สำหรับลูกอายุ 15 ปีขึ้นไป (มีเวลาน้อยกว่า 3 ปี) ย้ายเงินมาอยู่ในบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงินเกือบทั้งหมด ไม่ควรรับความเสี่ยงจากหุ้นในช่วงนี้
เริ่มต้นเท่าไหร่ถึงพอ?
ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว แต่หลักง่ายๆ คือ เริ่มจากเท่าที่ทำได้แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างเช่น ถ้าตั้งเป้าค่าเรียนมหาวิทยาลัยรัฐ 400,000 บาท และเริ่มออมตั้งแต่ลูกแรกเกิด ที่ผลตอบแทน 5% ต่อปี ต้องออมประมาณเดือนละ 1,200 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มากเลย ถ้าเริ่มตั้งแต่วันนี้
สรุป
กองทุนการศึกษาลูกยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานให้แทน เริ่มจากจำนวนน้อยก็ได้ ขอให้เริ่มก่อน แล้วค่อยเพิ่มตามกำลัง เลือกวิธีออมให้เหมาะกับอายุของลูกและระดับความเสี่ยงที่รับได้ และปรับพอร์ตให้ระมัดระวังมากขึ้นเมื่อลูกใกล้เข้ามหาวิทยาลัย
แหล่งอ้างอิง:
- SET Investnow — ทางเลือกลดหย่อนภาษี 2568
- InnovestX — กองทุนรวม SSF และ RMF ต่างกันยังไง
- The Asian Parent Thailand — ออมเงินให้ลูกธนาคารไหนดี 2568
บทความที่เกี่ยวข้อง:

