การมีลูกคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ทั้งด้านอารมณ์และการเงิน ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์ไปจนถึงเลี้ยงดูลูกในปีแรกนั้นสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก
ค่าใช้จ่ายในการมีลูกของคนไทยอยู่ที่เท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการมีลูกแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักค่ะ
ค่าคลอดที่โรงพยาบาล: ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐสำหรับผู้มีสิทธิประกันสังคมค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000–15,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของการคลอดค่ะ
ส่วนโรงพยาบาลเอกชนค่าคลอดปกติอยู่ที่ประมาณ 30,000–80,000 บาท และผ่าคลอดอาจสูงถึง 100,000–150,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและแพ็กเกจที่เลือกค่ะ
1. เช็กสิทธิประกันสังคมให้ครบก่อนเลย
ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาท ค่าฝากครรภ์สูงสุด 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ด้วยค่ะ
เงื่อนไขสำคัญคือต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตรค่ะ
นอกจากนี้ ยังมีเงินสงเคราะห์บุตรที่จ่ายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ สูงสุดคราวละไม่เกิน 3 คนค่ะ
2. ทบทวนงบประมาณครอบครัวใหม่
การมีภาพรวมที่ชัดเจนของสถานการณ์การเงินปัจจุบันช่วยให้เข้าใจว่าสามารถกันเงินไว้สำหรับลูกได้เท่าไหร่ โดยเริ่มจากการสร้างงบประมาณที่ติดตามรายได้และรายจ่ายทั้งหมดค่ะ
ค่าใช้จ่ายใหม่ที่ต้องเพิ่มเข้าไปในงบประมาณค่ะ เช่น ค่านม ค่าผ้าอ้อม ค่าเสื้อผ้าเด็ก ค่าวัคซีนเสริม และค่าพี่เลี้ยงหรือสถานรับเลี้ยงเด็กถ้าแม่ต้องกลับไปทำงาน
3. สร้างกองทุนฉุกเฉินให้แข็งแกร่ง
ต้องคำนวณกองทุนฉุกเฉินใหม่ ถ้าเคยมีเงินสำรอง 3–6 เดือนสำหรับชีวิตสองคน ก็ต้องคำนวณใหม่ให้รองรับค่าใช้จ่ายของสมาชิกใหม่ด้วยค่ะ
สำหรับคนไทย กองทุนฉุกเฉินที่ดีควรครอบคลุมอย่างน้อย 6 เดือน เพราะช่วงหลังคลอดมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนสูงมากค่ะ
4. วางแผนค่าใช้จ่ายฝากครรภ์และคลอด
ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมล่วงหน้าค่ะ
- ค่าฝากครรภ์ — ตลอด 9 เดือน ประมาณ 5,000–30,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล
- ค่าอัลตราซาวด์และตรวจพิเศษ — เช่น ดาวน์ซินโดรม ประมาณ 3,000–15,000 บาท
- ค่าคลอด — ตามที่เลือกโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน
- ค่าของใช้เด็กแรกเกิด — เปลเด็ก รถเข็น คาร์ซีท ประมาณ 10,000–50,000 บาท

5. เตรียมเงินสำหรับช่วงลาคลอด
ตามกฎหมายแรงงานไทย ลูกจ้างหญิงมีสิทธิ์ลาคลอดได้ 98 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45 วันจากนายจ้าง และอีก 45 วันจากประกันสังคมค่ะ
ดังนั้นควรเตรียมเงินสำรองสำหรับรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงนี้ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าคู่ชีวิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องหยุดงานดูแลลูกนานกว่านั้นค่ะ
6. ทบทวนประกันสุขภาพและประกันชีวิต
ควรซื้อประกันชีวิตและตรวจสอบว่าวงเงินคุ้มครองเพียงพอสำหรับดูแลลูกในกรณีฉุกเฉินค่ะ
สำหรับคนไทยที่มีบัตรทอง ควรตรวจสอบสิทธิของลูกด้วยว่าลงทะเบียนบัตรทองไว้ที่ไหน และวางแผนว่าจะใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสุขภาพเอกชนสำหรับลูกค่ะ
7. เปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับลูก
ก่อนลูกเกิดให้เริ่มกันเงินไว้ทุกเดือนในบัญชีที่กำหนดไว้เฉพาะ พิจารณาใช้บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือบัญชีความเสี่ยงต่ำที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อจำเป็นค่ะ
ธนาคารไทยหลายแห่งมีบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เช่น บัญชีเด็กของธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และกสิกรไทย ที่มีดอกเบี้ยพิเศษค่ะ
เช็กลิสต์ก่อนลูกมา
- ✅ เช็กสิทธิประกันสังคม — ค่าคลอด ค่าฝากครรภ์ เงินสงเคราะห์บุตร
- ✅ ทบทวนงบประมาณครอบครัวใหม่ให้รองรับค่าใช้จ่ายลูก
- ✅ เพิ่มกองทุนฉุกเฉินให้ครอบคลุมอย่างน้อย 6 เดือน
- ✅ เตรียมงบค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด และของใช้เด็กแรกเกิด
- ✅ วางแผนรายได้ช่วงลาคลอด 98 วัน
- ✅ ทบทวนประกันชีวิตและสิทธิบัตรทอง/ประกันสุขภาพลูก
- ✅ เปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับลูก

สรุป
การวางแผนการเงินก่อนมีลูกสำหรับคนไทยต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่แล้ว ทั้งประกันสังคมและบัตรทอง ก่อนเลยค่ะ เพราะสิทธิเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว และการเริ่มวางแผนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จะทำให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขมากขึ้นค่ะ
แหล่งอ้างอิง:
- KTC — ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐ สิทธิประกันสังคม 2568
- KTC — ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 2568
- S-MomClub — สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 คลอดบุตร 2567
- Vanguard — How to Financially Prepare for a Baby (2024)
บทความที่เกี่ยวข้อง:

