การเงิน การเงินและการออม

วางแผนการเงินก่อนมีลูก ควรเตรียมอะไรบ้าง?

วางแผนการเงินก่อนมีลูกสำหรับคนไทยต้องเริ่มจากเช็กสิทธิประกันสังคมก่อนเลย ได้ทั้งค่าคลอด 15,000 บาท ค่าฝากครรภ์ และเงินสงเคราะห์บุตร พร้อมเช็กลิสต์ 7 ข้อที่ต้องเตรียมก่อนลูกมาค่ะ

วางแผนการเงินก่อนมีลูก ควรเตรียมอะไรบ้าง?

การมีลูกคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ทั้งด้านอารมณ์และการเงิน ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์ไปจนถึงเลี้ยงดูลูกในปีแรกนั้นสูงกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก

ค่าใช้จ่ายในการมีลูกของคนไทยอยู่ที่เท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการมีลูกแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักค่ะ

ค่าคลอดที่โรงพยาบาล: ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐสำหรับผู้มีสิทธิประกันสังคมค่อนข้างประหยัดเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000–15,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของการคลอดค่ะ

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนค่าคลอดปกติอยู่ที่ประมาณ 30,000–80,000 บาท และผ่าคลอดอาจสูงถึง 100,000–150,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและแพ็กเกจที่เลือกค่ะ

1. เช็กสิทธิประกันสังคมให้ครบก่อนเลย

ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาท ค่าฝากครรภ์สูงสุด 1,500 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ด้วยค่ะ

เงื่อนไขสำคัญคือต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่คลอดบุตรค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีเงินสงเคราะห์บุตรที่จ่ายตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ สูงสุดคราวละไม่เกิน 3 คนค่ะ

2. ทบทวนงบประมาณครอบครัวใหม่

การมีภาพรวมที่ชัดเจนของสถานการณ์การเงินปัจจุบันช่วยให้เข้าใจว่าสามารถกันเงินไว้สำหรับลูกได้เท่าไหร่ โดยเริ่มจากการสร้างงบประมาณที่ติดตามรายได้และรายจ่ายทั้งหมดค่ะ

ค่าใช้จ่ายใหม่ที่ต้องเพิ่มเข้าไปในงบประมาณค่ะ เช่น ค่านม ค่าผ้าอ้อม ค่าเสื้อผ้าเด็ก ค่าวัคซีนเสริม และค่าพี่เลี้ยงหรือสถานรับเลี้ยงเด็กถ้าแม่ต้องกลับไปทำงาน

3. สร้างกองทุนฉุกเฉินให้แข็งแกร่ง

ต้องคำนวณกองทุนฉุกเฉินใหม่ ถ้าเคยมีเงินสำรอง 3–6 เดือนสำหรับชีวิตสองคน ก็ต้องคำนวณใหม่ให้รองรับค่าใช้จ่ายของสมาชิกใหม่ด้วยค่ะ

สำหรับคนไทย กองทุนฉุกเฉินที่ดีควรครอบคลุมอย่างน้อย 6 เดือน เพราะช่วงหลังคลอดมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แน่นอนสูงมากค่ะ

4. วางแผนค่าใช้จ่ายฝากครรภ์และคลอด

ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมล่วงหน้าค่ะ

  • ค่าฝากครรภ์ — ตลอด 9 เดือน ประมาณ 5,000–30,000 บาท ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล
  • ค่าอัลตราซาวด์และตรวจพิเศษ — เช่น ดาวน์ซินโดรม ประมาณ 3,000–15,000 บาท
  • ค่าคลอด — ตามที่เลือกโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน
  • ค่าของใช้เด็กแรกเกิด — เปลเด็ก รถเข็น คาร์ซีท ประมาณ 10,000–50,000 บาท

5. เตรียมเงินสำหรับช่วงลาคลอด

ตามกฎหมายแรงงานไทย ลูกจ้างหญิงมีสิทธิ์ลาคลอดได้ 98 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 45 วันจากนายจ้าง และอีก 45 วันจากประกันสังคมค่ะ

ดังนั้นควรเตรียมเงินสำรองสำหรับรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงนี้ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะถ้าคู่ชีวิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องหยุดงานดูแลลูกนานกว่านั้นค่ะ

6. ทบทวนประกันสุขภาพและประกันชีวิต

ควรซื้อประกันชีวิตและตรวจสอบว่าวงเงินคุ้มครองเพียงพอสำหรับดูแลลูกในกรณีฉุกเฉินค่ะ

สำหรับคนไทยที่มีบัตรทอง ควรตรวจสอบสิทธิของลูกด้วยว่าลงทะเบียนบัตรทองไว้ที่ไหน และวางแผนว่าจะใช้สิทธิบัตรทองหรือประกันสุขภาพเอกชนสำหรับลูกค่ะ

7. เปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับลูก

ก่อนลูกเกิดให้เริ่มกันเงินไว้ทุกเดือนในบัญชีที่กำหนดไว้เฉพาะ พิจารณาใช้บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือบัญชีความเสี่ยงต่ำที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อจำเป็นค่ะ

ธนาคารไทยหลายแห่งมีบัญชีออมทรัพย์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ เช่น บัญชีเด็กของธนาคารกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และกสิกรไทย ที่มีดอกเบี้ยพิเศษค่ะ

เช็กลิสต์ก่อนลูกมา

  • ✅ เช็กสิทธิประกันสังคม — ค่าคลอด ค่าฝากครรภ์ เงินสงเคราะห์บุตร
  • ✅ ทบทวนงบประมาณครอบครัวใหม่ให้รองรับค่าใช้จ่ายลูก
  • ✅ เพิ่มกองทุนฉุกเฉินให้ครอบคลุมอย่างน้อย 6 เดือน
  • ✅ เตรียมงบค่าฝากครรภ์ ค่าคลอด และของใช้เด็กแรกเกิด
  • ✅ วางแผนรายได้ช่วงลาคลอด 98 วัน
  • ✅ ทบทวนประกันชีวิตและสิทธิบัตรทอง/ประกันสุขภาพลูก
  • ✅ เปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับลูก

สรุป

การวางแผนการเงินก่อนมีลูกสำหรับคนไทยต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่แล้ว ทั้งประกันสังคมและบัตรทอง ก่อนเลยค่ะ เพราะสิทธิเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว และการเริ่มวางแผนตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จะทำให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างมั่นคงและมีความสุขมากขึ้นค่ะ

แหล่งอ้างอิง:

  • KTC — ค่าคลอดโรงพยาบาลรัฐ สิทธิประกันสังคม 2568
  • KTC — ค่าคลอดบุตรประกันสังคม 2568
  • S-MomClub — สิทธิประกันสังคมมาตรา 33 คลอดบุตร 2567
  • Vanguard — How to Financially Prepare for a Baby (2024)

บทความที่เกี่ยวข้อง:




our shop
our shop

You may also like