สุขภาพคุณแม่ สุขภาพผู้หญิง สุขภาพแม่และเด็ก

ตรวจมะเร็งปากมดลูกควรทำเมื่อไหร่ และบ่อยแค่ไหน?

ตรวจมะเร็งปากมดลูกควรเริ่มตั้งแต่อายุ 21 ปี Pap smear ทุก 3 ปี หรือ HPV test ทุก 5 ปี รู้จักวิธีตรวจทั้ง 3 แบบ ตารางการตรวจตามช่วงอายุ และวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจที่ถูกต้อง

มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ป้องกันและตรวจพบได้เร็วที่สุดถ้าตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ แต่น่าเสียดายที่ผู้หญิงหลายคนยังไม่เคยตรวจเลย ทั้งที่ขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อน และการตรวจพบเร็วคือความแตกต่างระหว่างรักษาหายกับไม่หายได้ค่ะ

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร?

เกือบทุกกรณีของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ชนิดที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลงผิดปกติและอาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในที่สุด

การตรวจ HPV และการตรวจ Pap smear ช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกได้ค่ะ

การตรวจมีกี่แบบ?

Pap Smear (การตรวจเซลล์วิทยาปากมดลูก)

การตรวจ Pap smear คือการเก็บตัวอย่างเซลล์จากปากมดลูกเพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ทำได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาล ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีค่ะ

HPV Test (การตรวจเชื้อไวรัส HPV)

การตรวจ HPV ตรวจหาไวรัสที่ทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลง โดยปกติสามารถใช้ตัวอย่างเดียวกับที่เก็บสำหรับ Pap smear ได้ค่ะ

Co-testing

การทำ Pap smear และ HPV test พร้อมกันในครั้งเดียว ให้ความแม่นยำสูงกว่าการทำแต่ละอย่างแยกกันค่ะ

ควรเริ่มตรวจเมื่อไหร่และบ่อยแค่ไหน?

ควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 21 ปี โดยไม่คำนึงว่าเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่

อายุ 21–29 ปี

ตามแนวทางล่าสุดของ USPSTF ปี 2024 แนะนำให้ตรวจ Pap smear ทุก 3 ปีสำหรับผู้หญิงอายุ 21–29 ปี

อายุ 30–65 ปี

สำหรับผู้หญิงอายุ 30–65 ปี มี 3 ตัวเลือกที่แนะนำค่ะ ได้แก่ ตรวจ HPV อย่างเดียวทุก 5 ปี ตรวจ Pap smear อย่างเดียวทุก 3 ปี หรือ Co-testing ทั้ง Pap smear และ HPV พร้อมกันทุก 5 ปี

หลักฐานใหม่แสดงให้เห็นว่าการตรวจ HPV ทุก 5 ปีให้ประโยชน์สูงสุดและผลเสียน้อยที่สุดสำหรับผู้หญิงในช่วงอายุนี้

หลังอายุ 65 ปี

ผู้หญิงอายุเกิน 65 ปีที่มีผลตรวจปกติต่อเนื่องสามารถหยุดตรวจได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนค่ะ

สรุปตารางการตรวจ

อายุวิธีตรวจความถี่
21–29 ปีPap smearทุก 3 ปี
30–65 ปีHPV test อย่างเดียวทุก 5 ปี
30–65 ปีPap smear อย่างเดียวทุก 3 ปี
30–65 ปีCo-testing (HPV + Pap)ทุก 5 ปี
65 ปีขึ้นไปปรึกษาแพทย์

ใครที่ต้องตรวจบ่อยกว่าปกติ?

ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงบางกลุ่มอาจต้องตรวจบ่อยกว่า ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติผลตรวจผิดปกติหรือเคยเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อ HIV หรืออยู่ระหว่างรับยาที่กดภูมิคุ้มกัน

ผลตรวจผิดปกติ แปลว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า?

ถ้าผล HPV หรือ Pap smear ผิดปกติต้องตรวจเพิ่มเติม แต่ผลผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่ผลผิดปกติไม่ใช่มะเร็ง แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ

เซลล์ผิดปกติส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งค่ะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอจึงสำคัญมากค่ะ

วัคซีน HPV ช่วยได้ไหม? ต้องตรวจอีกไหม?

วัคซีน HPV ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งได้มาก แต่ เนื่องจากวัคซีน HPV ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ HPV ทุกชนิดที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วยังคงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามกำหนดต่อไปค่ะ

สถานการณ์มะเร็งปากมดลูกในไทย

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับต้นๆ ในผู้หญิงไทย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ สิทธิบัตรทองครอบคลุมการตรวจ Pap smear ฟรีสำหรับผู้หญิงที่มีสิทธิ ตรวจสอบสิทธิและนัดตรวจได้ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้านได้เลยค่ะ

สรุป

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเลือกวิธีตรวจแบบไหน แต่คือการตรวจสม่ำเสมอตามกำหนด เพราะมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่พบในผู้หญิงที่ไม่เคยตรวจหรือตรวจไม่สม่ำเสมอ

อย่ารอให้มีอาการก่อนค่ะ เพราะมะเร็งปากมดลูกระยะต้นมักไม่มีอาการเลย การตรวจคัดกรองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้หญิงทำให้ตัวเองได้ค่ะ

แหล่งอ้างอิง:

  • American Cancer Society — Cervical Cancer Screening Guidelines
  • ACOG — Cervical Cancer Screening (Updated 2024)
  • CDC — Screening for Cervical Cancer (2025)
  • NCI — Cervical Cancer Screening
  • USPSTF — Draft Recommendation on Cervical Cancer Screening (December 2024)

บทความที่เกี่ยวข้อง:

**สินค้าแนะนำที่เกี่ยวกับบทความนี้**

วิตามินและอาหารเสริมสำหรับผู้หญิง ดูราคาและโปรโมชั่นล่าสุดได้ที่ Shopee

*ลิงก์นี้เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link)*

You may also like