หลายคนรู้สึกกลัวและอายเวลามีปัญหาหนี้สิน จนไม่กล้าติดต่อธนาคารเลย แต่ความจริงคือธนาคารพร้อมเจรจาเสมอ เพราะธนาคารต้องการได้เงินคืนมากกว่าการฟ้องร้อง และตามกฎหมายใหม่ของแบงก์ชาติ ลูกหนี้มีสิทธิ์มากกว่าที่คิดค่ะ
รู้จักสิทธิ์ของลูกหนี้ก่อนเลย
ตามเกณฑ์ Responsible Lending ลูกหนี้มีสิทธิ์ขอปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง
สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมค่ะ
- ธนาคารจะไม่คิดค่าธรรมเนียมการปรับโครงสร้างหนี้ ยกเว้นค่าประเมินราคาหลักประกัน
- ธนาคารต้องติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรมและรับผิดชอบ ไม่สามารถข่มขู่หรือกดดันเกินขอบเขตได้
- ยิ่งติดต่อเร็วเท่าไหร่ ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร?
ปรับโครงสร้างหนี้เป็นขั้นตอนที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ร่วมกันทำสัญญาชำระหนี้ใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้ยังคงชำระหนี้ต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลต่อประวัติการเงินในฐานข้อมูลเครดิตบูโร
ไม่ใช่การยกหนี้หรือการผิดนัดชำระ แต่เป็นการขอเจรจาเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระค่ะ
รูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ที่ธนาคารเสนอได้
ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางไว้ 8 วิธีหลักค่ะ
1. ขยายระยะเวลาผ่อน ยืดอายุสัญญาออกไปให้ค่างวดต่อเดือนลดลง เหมาะสำหรับคนที่มีรายได้แต่รับภาระค่างวดเดิมไม่ไหว
2. ลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว ธนาคารอาจลดดอกเบี้ยให้ชั่วคราวในช่วงที่มีปัญหา แล้วค่อยปรับคืนเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น
3. พักชำระเงินต้นชั่วคราว จ่ายแค่ดอกเบี้ยไปก่อน พักเงินต้นไว้ เหมาะกับช่วงที่รายได้ลดลงชั่วคราว
4. รวมหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียว รวมหนี้หลายบัญชีมาเป็นสินเชื่อเดียว ดอกเบี้ยต่ำลง ค่างวดรายเดือนลดลง
5. ตัดหนี้บางส่วน ในกรณีที่หนี้เป็น NPL มานาน ธนาคารอาจยอมตัดดอกเบี้ยค้างหรือเงินต้นบางส่วนออกให้ค่ะ

ขั้นตอนการเจรจาต่อรองหนี้กับธนาคาร
ขั้นที่ 1: เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรหรือเดินเข้าธนาคาร
สิ่งที่ต้องเตรียมค่ะ
- รายได้ปัจจุบันและหลักฐาน เช่น สลิปเงินเดือน หรือหลักฐานรายรับหากเป็นอาชีพอิสระ
- รายการหนี้ทั้งหมดที่มีทุกสถาบัน
- ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน
- เหตุผลที่ทำให้มีปัญหา เช่น ตกงาน ป่วย หรือรายได้ลดลง
ขั้นที่ 2: ติดต่อธนาคารก่อนหนี้เสีย
ยิ่งติดต่อเร็วยิ่งดีค่ะ เพราะ
ถ้าเป็นหนี้เสีย ประวัติเครดิตบูโรจะแสดงรหัส 20 หนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน จากนั้นไปขอปรับโครงสร้างหนี้และเริ่มจ่ายตามสัญญาใหม่ รหัสจึงจะถูกปรับเป็น 10 ปกติ แต่ถ้าปล่อยไหลไม่ปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารจะฟ้องร้อง และรหัสเปลี่ยนเป็น 30 อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย
ขั้นที่ 3: พูดตรงไปตรงมา อย่าซ่อนข้อมูล
เจ้าหน้าที่ธนาคารต้องการช่วยหาทางออก ไม่ใช่ศัตรู การบอกสถานการณ์จริงๆ ช่วยให้เจ้าหน้าที่เสนอแผนที่เหมาะกับสถานการณ์จริงได้ค่ะ
ขั้นที่ 4: เจรจาต่อรองเงื่อนไข
บอกว่าสามารถจ่ายได้เดือนละเท่าไหร่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่บอกว่าจ่ายไม่ไหว แล้วให้ธนาคารเสนอตัวเลือกที่เป็นไปได้ค่ะ
ขั้นที่ 5: อ่านสัญญาใหม่ให้ละเอียดก่อนเซ็น
ตรวจสอบว่าเงื่อนไขใหม่ที่ตกลงกันอยู่ในสัญญาครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยใหม่ ระยะเวลา และเงื่อนไขพิเศษที่ตกลงกันไว้ค่ะ

มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ควรรู้
สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่มีสถานะบัญชีเป็นหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน หรือหนี้ปกติที่เคยมีประวัติการค้างชำระเกิน 30 วัน และได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เป็นต้นมา อาจเข้าเกณฑ์มาตรการช่วยเหลือพิเศษได้
ตรวจสอบสิทธิ์ได้กับธนาคารที่มีบัญชีหนี้อยู่โดยตรงค่ะ
คลินิกแก้หนี้ ทางเลือกสำหรับหนี้หลายก้อน
ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลหลายแห่งพร้อมกัน สามารถติดต่อคลินิกแก้หนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ หากเข้าข่ายหนี้บัตรหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระ คลินิกแก้หนี้ช่วยรวมหนี้จากหลายเจ้าหนี้มาจัดการได้ในที่เดียวค่ะ

สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ไม่ควรหนีหนี้ เพราะยิ่งเลี่ยงยิ่งดอกเบี้ยพอก และธนาคารจะยิ่งดำเนินการทางกฎหมาย
- ไม่ควรใช้บริษัทเจรจาหนี้เอกชน ที่คิดค่าธรรมเนียมสูง เพราะสามารถเจรจาเองได้โดยตรงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ
- ไม่ควรกู้หนี้นอกระบบมาโปะ เพราะดอกเบี้ยสูงกว่ามากและทำให้ปัญหาหนักขึ้น
สรุป
การเจรจาต่อรองหนี้กับธนาคารไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องอาศัยการเตรียมตัว ความกล้าติดต่อก่อนหนี้เสีย และความซื่อสัตย์เกี่ยวกับสถานการณ์จริงค่ะ ธนาคารในไทยมีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ที่หลากหลาย สิทธิ์เหล่านี้มีอยู่แล้ว แค่ต้องกล้าใช้ค่ะ
แหล่งอ้างอิง:
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — มาตรการแก้หนี้ยั่งยืน
- ธนาคารกรุงศรี — 7 เคล็ดลับปรับโครงสร้างหนี้ (2025)
- UOB Thailand — เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ (2024)
- DDProperty — ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน มาตรการช่วยลูกหนี้ 8 วิธี (2025)
- ThaiPBS Policy Watch — มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” (2567)
บทความที่เกี่ยวข้อง: