ถ้าถามว่าออมเงินอยู่ไหม คนไทยส่วนใหญ่บอกว่าออม แต่ถ้าถามว่าออมได้เท่าไหร่และพอหรือเปล่า คำตอบที่ได้น่าเป็นห่วงมากค่ะ
ตัวเลขจริงของการออมเงินคนไทย
ในปี 2567 สัดส่วนการเก็บออมของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 91.5% แต่พบว่า 81.5% ยังออมในรูปแบบเงินสดเท่านั้น และมีเพียง 2.2% ที่นำเงินไปลงทุน
แม้กว่า 91.5% จะเก็บออมเงิน แต่ 77.3% ยังมีเงินออมฉุกเฉินไม่ถึง 6 เดือน และ 86% ยังไม่ได้วางแผนออมเกษียณหรือยังไม่สามารถทำตามแผนได้
จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนธันวาคม 2567 บัญชีออมทรัพย์คนไทยมีทั้งหมด 126 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ 90.49% มีเงินเก็บไม่เกิน 50,000 บาท
และที่น่าตกใจกว่านั้น มีเพียง 22% ของคนไทยที่มีเงินออมในระดับที่เพียงพอ และเพียง 16% ที่มีการออมเพื่อการเกษียณอายุ

สาเหตุที่คนไทยออมเงินได้น้อย
1. ออมเงินที่เหลือ ไม่ใช่ออมก่อนใช้
พฤติกรรมการออมของคนไทยยังเผชิญความท้าทาย ทั้งเรื่องความเพียงพอของเงินออมเผื่อฉุกเฉิน ความพร้อมทางการเงินสำหรับวัยเกษียณ รวมถึงภาระหนี้ที่เป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการเก็บออม ทั้งนี้ หลายคนยังฝากเงินเพียงเพื่อ “ใช้จ่าย” มากกว่าที่จะเก็บเพื่ออนาคต
วิธีคิดแบบ “เหลือแล้วค่อยออม” คือปัญหาหลักค่ะ เพราะรายจ่ายมักขยายเต็มรายรับเสมอ ทำให้ไม่มีเหลือออมในที่สุด
2. หนี้ครัวเรือนสูงกัดกินความสามารถออม
หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท และหนี้เสียของสินเชื่อบุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น 7.6% มูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท
เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องจ่ายค่างวดหนี้ เงินที่เหลือสำหรับออมก็ยิ่งน้อยลง
3. มีบัญชีเงินฝากแต่ไม่ได้ออมจริง
คนไทยกว่า 96.1% มีบัญชีเงินฝาก แต่มีเพื่อการออมโดยเฉพาะเพียง 56.1% ส่วนใหญ่กว่า 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่าย
บัญชีเงินฝากกับบัญชีออมต่างกันมากค่ะ คนส่วนใหญ่ใช้บัญชีธนาคารเป็นแค่ที่พักเงินก่อนใช้จ่าย ไม่ใช่เพื่อออมจริงๆ
4. ออมแต่ไม่ลงทุน เงินไม่โต
มีเพียง 2.2% ของคนไทยเท่านั้นที่นำเงินไปลงทุน ที่เหลือเก็บเป็นเงินสดหรือฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ ทำให้เงินออมที่มีอยู่ค่อยๆ ด้อยค่าลงทุกปี
5. ขาดทักษะการเงินพื้นฐาน
การไม่รู้วิธีวางแผนงบประมาณ ไม่รู้ว่าควรออมเท่าไหร่ และไม่เข้าใจผลของดอกเบี้ยทบต้น ทำให้หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นออมอย่างไรให้ถูกต้อง
6. Lifestyle Inflation ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มตามทันที เช่น ย้ายบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ หรือใช้จ่ายเพื่อการบันเทิงมากขึ้น โดยไม่ได้เพิ่มสัดส่วนการออมตาม

10% ออมได้จริงไหม ต้องทำอย่างไร?
10% ของรายได้ต่อเดือนเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่นักการเงินส่วนใหญ่แนะนำค่ะ ถ้ารายได้ 20,000 บาท หมายถึงออมอย่างน้อย 2,000 บาทต่อเดือน
วิธีที่ได้ผลจริงค่ะ
- ออมก่อนใช้ทันที โอนเงินออมเข้าบัญชีแยกทันทีที่ได้รับเงินเดือน ก่อนที่จะมีโอกาสใช้จ่าย
- ตั้งค่าโอนอัตโนมัติ ให้ธนาคารโอนเงินออมอัตโนมัติวันที่รับเงินเดือน
- เริ่มจาก 1% แล้วเพิ่มทีละ 1% ถ้า 10% รู้สึกมากเกินไป เริ่มจาก 1% แล้วค่อยๆ เพิ่มทุก 3 เดือน
- แยกบัญชีออมออกจากบัญชีใช้จ่าย เพื่อไม่ให้หยิบมาใช้ง่ายๆ

สรุป
ตัวเลขจากแบงก์ชาติชัดเจนว่าปัญหาการออมเงินของคนไทยไม่ใช่เรื่องรายได้น้อยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและวิธีคิด การเปลี่ยนจาก “ใช้แล้วค่อยออม” เป็น “ออมก่อนแล้วค่อยใช้” เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
แหล่งอ้างอิง:
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — ผลสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทย 2567
- ThaiPublica — เปิดผลสำรวจทักษะทางการเงิน การออม ของคนไทย ปี 2567 (2569)
- ประชาไท — คนไทยกว่า 90% มีเงินออมไม่ถึง 50,000 บาท (2568)
- Think Forward Center — ทำไมเงินออมคนไทยจึงไม่เด้ง (2567)
- ไทยรัฐ — คนไทย 91.9% มีบัญชีเงินฝากไว้เปย์ ไม่ใช่เพื่อออม (2569)
บทความที่เกี่ยวข้อง: