การดูแลเด็ก การเลี้ยงลูก สุขภาพเด็ก สุขภาพแม่และเด็ก

ทารกหายใจเสียงดังครืดคราดคล้ายมีเสมหะในลำคอ ควรทำอย่างไร

การที่ทารกหายใจเสียงดังอาจมาจากเหตุผลหลายประการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสาเหตุบางประการสามารถ แก้ไขได้ง่ายโดยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมปรับพฤติกรรม

มลพิษทางอากาศทำให้เด็กเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น

ทารกมักหายใจเคล้ายมีเสมหะในลำคอในเวลานอน

พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวลเมื่อพบว่าทารกที่เพิ่งคลอดออกมาเวลานอนมีเสียงหายใจดังครืดคราดคล้ายกับเสียงกรนของผู้ใหญ่ เพราะปกติอาการนอนกรนมักจะไม่พบในเด็ก เด็กบางคนเวลานอนมีเสียงดังอาจมาจากมีสารคัดหลั่งจำนวนมากในโพรงจมูกทำให้เด็กรู้สึกหายใจลำบากจนต้องหายใจทางปากร่วม แล้วคุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไรดี

ทารกหายใจเสียงดัง เกิดได้จากสาเหตุใดบ้าง

1.เกิดจากการกินอาหารติดคอและไปติดอยู่ในหลอดลมทำให้เด็กมีการหายใจรุนแรง หากเป็นเช่นนั้นต้องรีบปฐมพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาการหายใจในอนาคต

2.เกิดจากอาการหวัด เมื่อลูกหายใจเสียงดังและมีอาการไอร่วมด้วย ควรตรวจดูว่าหลอดลมของเด็กมีการอักเสบหรือไม่ หากเด็กเริ่มมีอาการเล็กน้อยให้รีบรักษาโดยทันทีเพื่อไม่ให้อาการรุนแรงไปกว่าเดิม แพทย์อาจให้กินยาลดการอักเสบเพื่อให้เด็กฟื้นตัวได้เร็ว

3.เด็กบางคนเกิดจากการแพ้อาหารจำพวกพืชตระกูลถั่วตั้งแต่ยังเล็ก พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการตั้งแต่ยังเล็กว่าเด็กได้แพ้เพราะอาหารเหล่านี้หรือไม่ เมื่อแพ้อาจทำให้เด็กหายใจไม่สะดวกและอาจมีอาการแน่นหน้าอก หรือผื่นแดง

4.เกิดจากหลอดลมอักเสบ เด็กมีอาการหายใจไม่สม่ำเสมอ แน่นหน้าอกหรือมักจะมีเสียงหายใจดังวี๊ดออกมาทางจมูก คล้ายกับอาการนอนกรน ภาวะแบบนี้อาจเป็นเพราะเด็กกำลังมีอาการหลอดลมอักเสบซึ่งอาจมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบททีเรีย

5.อาจเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันอาจทำให้เด็กไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เช่นอากาศหนาวเย็นทำให้เกิดความชื้นบริเวณทางเดินหายใจหรือการอักเสบของต่อมทอนซิล

6.เกิดจากภาวะแคลเซียมต่ำในระหว่างช่วงตั้งครรภ์ จึงทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงของทารกอ่อนแอ

เด็กชายมีอาการหายใจเสียงดัง หายใจไม่สะดวก
เด็กชายมีอาการหายใจเสียงดัง หายใจไม่สะดวก

ทำอย่างไรเมื่อลูกหายใจเสียงดังคล้ายมีน้ำมูกเป็นหวัด

1.ทุกเช้า เมื่อพาลูกน้อยล้างหน้าควรใช้สำลีชุบน้ำเกลือเพื่อทำความสะอาดที่จมูกด้วย เพื่อให้น้ำมูกไหลออกอย่างเป็นธรรมชาติการหายใจที่ไม่ติดขัดของทารกจะทำให้ทารกสามารถกินนมได้ดียิ่งขึ้น เพราะการที่ทารกมีน้ำมูกอยู่ในลำคอมากเกินไป อาจทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวกช่วงบริเวณลำคอและอาจเกิดอาการอาเจียนได้ง่ายในช่วงเวลาที่กินนม ดังนั้นการล้างจมูกจะทำให้สิ่งสกปรกที่อุดกลั้นอยู่ในรูจมูกออกมาได้ง่ายและยังทำให้ทารกนอนหลับได้สนิทขึ้น

2.หากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกเริ่มมีอาการหายใจเสียงดัง อย่าเพิ่งเป็นกังวลจนเกินไปเพราะปกติช่วงขนาดลำคอของทารกอาจจะยังมีขนาดเล็กและมีความอ่อนตัวไม่มีความแข็งแรงหรือสมบูรณ์มากพอเวลาหายใจจึงทำให้เกิดเสียงดังได้เช่นกัน

3.การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศภายนอกหรือสภาพอากาศตามฤดูกาลมีผลต่อระบบทางเดินหายใจของทารกได้เช่นกันปัจจุบันหลายครอบครัวมักจะเปิดแอร์ให้ลูกนอนในช่วงฤดูร้อน การเปิดแอร์นั้นควรมีระบบกรองอากาศที่ดีเยี่ยม เนื่องจากอาจมีฝุ่นหรือเชื้อราก่อตัวอยู่ เมื่อลูกน้อยสูดเอาอากาศเข้าไป อาจ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เวลานอน อาจมีเสียงดังครืดคราดหรือหายใจไม่สะดวกดังนั้นพ่อแม่ จึงควรเช็คทำความสะอาดระบบไส้กรองอยู่เป็นประจำ ในฤดูหนาวอาจทำให้โพรงจมูกของเด็กแห้ง เมื่อเวลานอน ควรทำให้แน่ใจว่าอากาศรอบข้างหมุนเวียนเพียงพอและไม่ควรวางสิ่งของอยู่รอบตัวเด็กมากเกินไป

น้ำเกลือสามารถใช้ทำความสะอาดสิ่งที่อุดตันจมูกได้
น้ำเกลือสามารถใช้ทำความสะอาดสิ่งที่อุดตันจมูกได้

4. อาการเหนื่อยล้าหลังจากการเล่นหรือทำกิจกรรมช่วงระหว่างวัน จึงอาจทำให้ทารก มีอาการเหนื่อยหอบเวลาหายใจเวลานอนจึงมีเสียงดังออกมาคล้ายกับอาการนอนกรน ดังนั้นพ่อแม่จึงควรจัดเวลาเล่นและเวลานอนให้เด็กได้พักผ่อนได้เต็มที่

5.หากทารกเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคจมูกอักเสบเรื้อรังพ่อแม่ต้องรีบพาเด็กไปรักษาโดยเร็วที่สุดเพราะหากล่าช้าอาจทำให้โรคจมูกอักเสบลุกลามกลายเป็นไซนัสซึ่งจะยากลำบากในการรักษานอกจากนี้อากาศที่เย็นจะทำให้เสียงหายใจของเด็กมีเสียงแห้งและดังวี๊ดซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่จะละเลยไม่ได้เลย

6.หลีกเลี่ยงการทำเมนูอาหารที่ทำให้เด็กแพ้ง่าย หรือเสริมอาหารที่จำเป็นและสร้างภูมิต้านทานให้กับเด็ก

สรุป

การที่เด็กมีอาการหายใจลำบากอาจมาจากเหตุผล หลายประการที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสาเหตุบางประการสามารถ แก้ไขได้ง่ายโดยการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมปรับพฤติกรรม การนอนหรือเสริมอาหารจำพวกแคลเซียม เมื่อพบว่าเด็กหายใจแรง พ่อแม่ควรรีบตรวจเช็คว่าเด็กมีไข้ร่วมด้วยหรือไม่และมีอาการคัดจมูกหรือเปล่า ต้องหมั่นสังเกตปฏิกิริยาของลูก หากมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อบรรเทาโรคโดยเร็วที่สุดร่างกายของเด็กทารกมีความเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้ง่ายหากเด็กมีอาการไอที่รุนแรงมากกว่าปกติ สามารถพัฒนาไปเป็นโรคหืดหอบได้ในอนาคต อาการไอที่รุนแรงของทารกจะส่งผลต่อการนอนหลับและยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพอีกด้วย

our shop
our shop

You may also like