ไวรัสRSV ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบ อันตรายถึงชีวิต
เมื่อฤดูหนาวมาถึงอีกครั้งถึงเวลาที่เด็ก ๆทั้งหลายต้องระวังสุขภาพมากเป็นพิเศษเพราะนอกจากจะต้องเผชิญกับไข้หวัดตามฤดูกาลแล้วยังต้องเผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจไวรัส RSV ที่กำลังระบาดในเด็กอยู่ตอนนี้ ซึ่งจะมีอาการไข้พร้อมกับอาการไอหอบและหายใจไม่ออกคล้ายกับอาการของไข้หวัด และยังแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย ในบทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการป้องกันไวรัสและวิธีหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

RSV คือโรคอะไร
โรคไวรัสRSV เป็นเชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและสามารถแพร่กระจายเซลล์ที่ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้โรคไวรัสRSV ยังเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่มาเร็วและแรงกว่าโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือยังไม่พบว่ามีวัคซีนที่สามารถรักษาโรคไวรัสRSVได้และมีแนวโน้มสูงว่าจะมีเด็กๆเป็นโรคนี้กันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
โรคไวรัสRSV ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายทั่วโลกเด็กหลายล้านคนติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในแต่ละปี และยังพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดเชื้อไวรัสนี้มากที่สุด
อาการติดเชื้อไวรัสRSV
เด็กที่ติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจโดยทั่วไปจะมีอาการต่างๆดังนี้
1. เนื่องจากไวรัสเข้าสู่ร่างกายจากโพรงจมูกอาการหลักที่จะปรากฏขึ้นก่อนคือน้ำมูกไหล
2. เมื่อเชื้อไวรัสไหลลงสู่ลำคออย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการระคายคอและจะมีอาการไอประมาณ 1-3 วัน
3.ในขณะที่มีอาการไอระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองการต่อต้านเชื้อไวรัส เวลานี้จะเกิดอาการมีไข้ เพราะร่างกายกำลังต้านการแพร่พันธุ์ของไวรัส
4.ไวรัสจะเข้าไปทำลายหลอดลมและถุงลมอย่างรวดเร็วซึ่งจะทำให้หายใจถี่และเกิดอาการหายใจไม่ออก
หากพบว่าลูกมีอาการข้างต้นขอแนะนำให้พบแพทย์เพื่อประเมินอาการ สำหรับทารกที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะส่งผลต่อการติดเชื้อที่ปอดได้ง่ายทำให้หายใจไม่ออกและมีไข้ แต่สำหรับเด็กโตจะมีภูมิต้านทานที่ค่อนข้างแข็งแรงกว่า ส่วนใหญ่จะพบว่ามีอาการไอและไข้เท่านั้นและไม่ค่อยมีอาการหายใจดังเสียงฮืด ๆ

ป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้อย่างไร
เด็กและผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจRSVมากที่สุด เราจะป้องกันการติดเชื้อในช่วงฤดูระบาดได้อย่างไรบ้าง
1. สำหรับทารกตัวเล็กควรให้นมแม่อย่างน้อย 6 เดือนถึงอายุ 1 ปีจะดีกว่า และแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนถึงอายุ 2 ปี เนื่องจากในนมแม่มีสารอาหารIgAที่สามารถลดการเกิดโรคทางเดินหายใจได้
2.สมาชิกในครอบครัวไม่ควรสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน จากการวิจัยศึกษาพบว่าอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจรุนแรงในเด็กเกิดจากการที่พ่อแม่สูบบุหรี่มากกว่า 2.53 เท่าของผู้ไม่สูบบุหรี่ คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเรื่องนี้นอกจากจะไม่สูบบุหรี่ต่อหน้าเด็กแล้ว ยังต้องไม่สูบบุหรี่เมื่อเด็กไม่อยู่บ้านด้วยเพราะควันที่เกาะอยู่ตามพื้นผิวบนโซฟาและเตียงอาจส่งผลกระทบต่อเด็ก
3.อย่าหอมหรือจามใส่เด็กควรใช้ทิชชู่หรือแขนปิดปากเมื่อจาม
4.ทำความสะอาดมือให้สะอาดล้างมือด้วยน้ำสบู่ครั้งละ 20 วินาทีเพื่อชะล้างเชื้อโรคที่มาสัมผัสมือ
5.อย่าพาลูกไปเล่นในสถานที่แออัดเพราะเราไม่รู้ว่ามีใครป่วยปนอยู่ด้วยหรือไม่
6.ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศวันละ 2 ครั้งครั้งละ 15-30 นาทีเพื่อให้อากาศถ่ายเท
7.ไม่ควรให้ลูกออกไปข้างนอกหากรู้สึกว่าลูกมีอาการป่วย เพื่อลดการแพร่เชื้อให้เด็กคนอื่น
สรุป
ข้างต้นเป็นการทำความรู้จักไวรัสRSVและข้อควรระวังสำหรับการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรมีมาตรการป้องกันเพื่อให้ทารกมีสุขภาพที่ดี
แหล่งอ้างอิง
โรงพยาบาลวิชัยเวช
กระทรวงสาธารณสุข

