วางแผนล่วงหน้า ดีกว่าตกใจทุกครั้งที่เปิดเทอม
จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปี 2568 พบว่าผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 26,039 บาทต่อเทอม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนและเป็นยอดสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยผู้ปกครองถึง 33.1% ยอมรับว่ามีเงินไม่พอและต้องจำนำทรัพย์สินหรือกู้เงินเพื่อให้ลูกได้ไปโรงเรียน
ถ้าคุณรู้สึกว่าทุกครั้งที่เปิดเทอมเงินหายไปก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะช่วยให้วางแผนรับมือได้ดีขึ้นค่ะ
ค่าเทอมแพงขึ้นเท่าไหร่ต่อปี?

ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเติบโตเฉลี่ยปีละ 3–6% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป และการศึกษามีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เปิดเทอมเลื่อนไม่ได้ ถ้าไม่มีเงินก้อนล่วงหน้าก็จำเป็นต้องกู้ยืมและเสียดอกเบี้ยเพิ่ม
ตัวอย่างเช่น ค่าเทอมปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเอกชนในไทยปัจจุบันอยู่ราว 400,000–700,000 บาทต่อหลักสูตร แต่ถ้าเพิ่มเงินเฟ้อการศึกษาเฉลี่ย 4% อีก 10 ปีข้างหน้าอาจสูงกว่า 600,000–1,000,000 บาท
ค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนลืมคิดถึง

หลายคนคิดว่าค่าเทอมคือค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ความจริงมีค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากค่ะ
จากผลสำรวจของสภาองค์กรของผู้บริโภค พบค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้ปกครองต้องแบกรับ ได้แก่ ค่าชุดนักเรียนสูงสุดกว่า 4,000 บาทต่อเทอม ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนสูงสุด 8,000 บาทต่อเทอม ค่าอาหารกลางวันและขนมมากกว่า 800 บาทต่อสัปดาห์ และค่าเดินทางมากกว่า 1,000 บาทต่อเดือน
หมวดที่มีการจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 ได้แก่ ค่าชุดนักเรียนเพิ่มขึ้น 38.5% ค่ารองเท้าและกระเป๋าเพิ่มขึ้น 35.5% และค่าธรรมเนียมบำรุงโรงเรียนเพิ่มขึ้นถึง 95%
วิธีรับมือค่าเทอมแพงสำหรับครอบครัว

1. ตั้งกองทุนค่าเทอมแยกไว้เลย
วิธีที่ง่ายที่สุดคือแบ่งเงินเข้าบัญชีสำหรับค่าการศึกษาลูกทุกเดือน ไม่รอให้ถึงเปิดเทอมแล้วค่อยหา ลองคำนวณว่าค่าเทอมของลูกเฉลี่ยเดือนละเท่าไหร่แล้วโอนเข้าบัญชีแยกทันทีที่ได้รับเงินเดือน
2. คำนวณเงินเฟ้อการศึกษาไว้ด้วย
การวางแผนการศึกษาต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อเพื่อการศึกษาที่ค่าเทอมจะปรับเพิ่มทุกปี ควรใช้อัตราเงินเฟ้อเพื่อการศึกษาที่ประมาณ 5% ในการคำนวณ เพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ขาดดุลในอนาคต
3. ใช้สิทธิเรียนฟรี 15 ปีให้คุ้ม
โครงการเรียนฟรี 15 ปี 2568 และ 2569 ยังคงมีการสนับสนุนงบประมาณให้กับสถานศึกษาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานทางการศึกษา ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าอุปกรณ์ ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน และค่ากิจกรรม ตรวจสอบว่าลูกได้รับสิทธิครบถ้วนหรือยัง
4. วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า 3–6 เดือน
รวบรวมค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเทอมหน้าทั้งหมด ตั้งแต่ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน ไปจนถึงค่ากิจกรรม แล้วกันเงินไว้ล่วงหน้า ดีกว่าต้องรีบหาเงินกระชั้นชิดทุกครั้ง
5. เปรียบเทียบตัวเลือกโรงเรียนให้ตรงกับกำลัง
การวางแผนการเงินควรคำนวณอย่างน้อย 3 แบบ คือ แบบประหยัดซึ่งใช้โรงเรียนรัฐและมหาวิทยาลัยรัฐ แบบกลางซึ่งใช้โรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยเอกชน และแบบจัดเต็มซึ่งใช้โรงเรียนนานาชาติและเรียนต่างประเทศ เพื่อให้เห็นภาพรวมและเลือกได้ตามกำลัง
ค่าเทอมของโรงเรียนเอกชนชั้นนำอยู่ในช่วง 60,000–180,000 บาทต่อปี โรงเรียนสองภาษาอยู่ที่ 100,000–300,000 บาท และโรงเรียนนานาชาติอยู่ที่ 300,000–700,000 บาทต่อปี
6. ลงทุนเพื่อการศึกษาลูกระยะยาว
นอกจากการวางแผนการออมและการลงทุนเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการศึกษาแล้ว ควรวางแผนการคุ้มครองความสามารถในการออมของพ่อแม่ด้วยการทำประกันชีวิต เพื่อให้แผนการศึกษาสามารถเดินไปได้โดยไม่สะดุดหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เช็กลิสต์ก่อนเปิดเทอมทุกครั้ง
- ✅ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในเทอมนี้
- ✅ เช็กสิทธิเรียนฟรี 15 ปีที่ลูกได้รับ
- ✅ เปรียบราคาชุดนักเรียนและอุปกรณ์ก่อนซื้อ
- ✅ หาของใช้มือสองที่ยังดีอยู่ เช่น หนังสือเรียน
- ✅ ตรวจสอบทุนการศึกษาที่ลูกอาจมีสิทธิสมัคร
- ✅ โอนเงินเข้ากองทุนค่าเทอมเดือนหน้าทันที
สรุป
ค่าเทอมที่แพงขึ้นทุกปีไม่ใช่สิ่งที่หยุดได้ แต่ควบคุมผลกระทบต่อการเงินครอบครัวได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้า เริ่มจากรู้ตัวเลขจริงทั้งหมด ตั้งกองทุนแยก ใช้สิทธิที่มีให้คุ้ม และลงทุนระยะยาวเพื่อให้เงินโตทันค่าเทอมที่เพิ่มขึ้นทุกปีค่ะ
แหล่งอ้างอิง:
- อมรินทร์ TV — ผู้ปกครองกว่า 33% เงินไม่พอจ่ายช่วงเปิดเทอม เฉลี่ย 26,039 บาทต่อคน (2568)
- เงินไหลใจ — วิธีวางแผนลงทุนเพื่อการศึกษาลูก สู้ภัยค่าเทอมแพง (2568)
- สภาองค์กรของผู้บริโภค — เจาะลึกภาระค่าใช้จ่ายแฝงในการศึกษาไทย (2568)
- สมาคมนักวางแผนการเงินไทย — เตรียมพร้อมลูกสู่ศตวรรษที่ 21 ผ่านการวางแผนการศึกษา
- Enfa — เรียนฟรี 15 ปี เด็กไทยได้อะไรบ้าง (2568)
บทความที่เกี่ยวข้อง:

